....ข่าวรถร่วมขสมก.ขอปรับราคารถร้อน หรือรถโดยสารชนิดไม่ปรับอากาศ 1.50 บาท จาก 8.50 เป็น 10 บาททีเดียว ทำหลายคนใจหาย แม้ว่าจะยังอยู่ในขั้นตอนหารือหรือยังไม่ตกลงแน่นอนก็ตามจริง ๆ แล้วที่อยากมาคุย เป็นเรื่องเก่า ๆ เรื่องเหรียญยี่สิบห้าสตางค์และเหรียญห้าสิบสตางค์ที่ในปัจจุบันกลายเป็นส่วนเกินในกระเป๋าเงินไปเสียแล้ว เมื่อจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันเผลอนานวันเข้า ไม่รู้ตัวว่ามีเหรียญเล็ก ๆ ที่เรียกว่าเศษนี้เต็มไปหมดตั้งแต่เมื่อไหร่ และเมื่อมานึกๆ ดู แค่เรื่องเหรียญเล็ก ๆ กลับรวบรวมเรื่องราวได้ดังนี้ (ทีเดียว)
1. ไม่ว่าจะอยากได้หรือไม่อยากได้เหรียญทั้งสองชนิด แค่เดินเข้าไปจับจ่ายสินค้าทั้งในร้านสะดวกซื้อและหรือห้างใหญ่ รวมถึงขึ้นรถร้อนทั้งหลาย ก็จะได้เหรียญนี้ติดกระเป๋ามาด้วยเสมอ
2. ไม่สามารถใช้เหรียญนี้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเหมือนธนบัตร ถ้าไม่ไปใช้คืนตามแหล่งที่ได้มาจากข้อ 1. โดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น
3. จากข้อ 2. เคยลองรวบรวมให้ได้สักสองบาทแล้วจ่ายรวมไปกับเหรียญอื่น ๆ พกง.จะมองหน้าและกระแทกตั๋วส่งให้ (ไม่ใช่ทุกคนที่ทำแบบนี้ แต่เคยโดนมาแล้ว อิ อิ)
4. และเพราะมีรถร่วมหลายประเภท หลายราคาจำไม่ถ้วนทั่ว เคยขึ้นรถและจ่ายเงินด้วยความมึนด้วยเศษเหรียญ ก็ได้รับการปฏิเสธด้วยเสียงอันดังว่า เหรียญชนิดนี้ไม่รับ (แหะ แหะ ค่าโดยสารของรถร่วมสีเขียว ๆ ไม่มีเศษห้าสิบสตางค์อ่ะ)
5. จากข้อ 1. อีกที ควรปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายมาเป็นชำระด้วยบัตรเครดิต หรือบัตรเงินสด และชำระหนี้บัตรฯ ด้วยการจ่ายผ่านธนาคารเท่านั้น ก็จะไม่มีเหรียญให้ต้องรับทอนอีกต่อไป
6. แต่มีอีกหนึ่งช่องทางเลือกในการแปลงสินทรัพย์(เศษเหรียญ)ให้เป็นบุญ ด้วยการหมั่นไปไหว้พระให้จิตใจผ่องใส แล้วบริจาคเหรียญที่ติดกระเป๋าเหล่านี้ลงตู้บริจาคหรือใส่บาตรพระประจำวันเกิดเสีย ซึ่งถ้าใครแย้งว่าจะได้บุญจริงหรือไม่ ก็ไม่แน่ใจเช่นกัน งั้นถือเสียว่า ได้รีไซเคิล ช่วยลดโลกร้อน แล้วกันนิ หุหุ เพราะเหรียญเหล่านี้อาจถูกนำไปหลอมเป็นองค์พระองค์ใหม่ในการหล่อพระประธานใหม่สำหรับวัดต่าง ๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้....
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น